![]() |
|||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||
รายงานฉบับนี้ถูกส่งตรงมาจากหน่วยบรรเทาทุกข์ FBR ในรัฐฉาน และจบรายงานด้วยคำพยาน และบทสัมภาษณ์ที่จัดทำโดย Partners Relief & Development (PRAD) ผู้ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทีม FBR พวกเราอยู่ที่นี่เพื่อที่จะให้การฝึกอบรมทีมบรรเทาทุกข์ชาวฉานทีมใหม่จำนวน 5 ทีม เพื่อที่พวกเขาจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ความหวัง และความรัก แก่ผู้ที่ต้องการในรัฐฉาน พวกเราประทับใจในองค์กร และความมีน้ำใจของฝ่ายต่อต้านชาวฉานและชาวบ้าน ใบหน้าอันมีรอยยิ้มที่จริงใจ และความเชื่อว่าทุกอย่างนั้นเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา เราซาบซึ้งสำหรับความช่วยเหลือของพวกเขา ภูมิหลังและเรื่องราวด้านล่างนี้ได้เป็นพยานถึงความโหดร้ายของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่สร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนอย่างไร ในขณะเดียวกัน เราอยากให้ท่านทราบเช่นกันว่า ที่นั่นยังมีความหวัง เราเห็นความหวังในการทำงานของหน่วยบรรเทาทุกข์ ความแน่วแน่ของฝ่ายต่อต้าน และศักดิ์ศรี และ ความใจดีของชาวบ้าน ขอบคุณท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของความหวังเช่นกัน ขอพระเจ้าทรงอวยพรท่าน The Free Burma Rangers รายงาน FBR : การข่มขืน, ยาเสพติด, และการกดขี่ข่มเหงในรัฐฉาน ประเทศพม่า บทนำ ชาวฉานมากกว่าหนึ่งล้านคนได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น และประชาชนนับพันถูกสังหาร เผด็จการทหารแสวงหาผลประโยชน์จากป่าไม้และทรัพยากรแร่ในรัฐฉาน โดยให้ผลตอบแทนอันน้อยนิดกับประชาชนที่นั่น และทิ้งความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเอาไว้ เนื่องจากการโจมตีของรัฐบาล การกดขี่ข่มเหง และการขาดการดูแล ไม่มีการให้การศึกษาในหลายๆ พื้นที่ๆ นั่น และในขณะที่งานสาธารณสุขก็เสื่อมถอยลง อัตราการติดเชื้อ HIV ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่ กองทหารพม่า และกองกำลังของพวกเขา ผลิตฝิ่นจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และผลิตยาบ้ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆ มากมายเช่นนี้ ชาวฉานยังไม่ยอมแพ้ และพวกเขาหลายคนได้ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการทางด้านวัตถุ การแพทย์ การศึกษา และการเพิ่มศักยภาพในด้านต่างๆ
การทำร้ายต่างๆ ของกองทหารพม่า รายงานโดยทีม FBR ในทางใต้ของรัฐฉาน การข่มขืน และการสังหาร ขณะนี้ ยังไม่ทราบข้อเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นไปของทั้งสาม แต่เชื่อว่าพวกเธอยังคงมีชีวิตอยู่ ในวันที่ 12 ตุลาคม ทหารจากหน่วยทหารเดียวกันได้เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และทำการลวนลาม ทำร้ายร่างกายชาวบ้านเกือบทุกคน และได้ขโมยเหรียญอังกฤษโบราณไปสองถุงใหญ่ ซึ่งชาวบ้านใช้เหรียญเหล่านี้เพื่อการประดับตกแต่งเครื่องแต่งกาย และได้ขโมย วัว ม้า และควายไปอีกอย่างละตัว กองทหารพม่าสังหารชาวบ้าน ขโมยและการข่มขู่ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน IB517 ได้เข้ามายังหมู่บ้าน ข ในเมืองเมืองเคิน และได้เรียกร้องให้ชาวบ้านจ่ายภาษี ทุกครัวเรือนถูกบังคับให้ส่งหมูหนึ่งตัว วัวหนึ่งตัว และควายหนึ่งตัว และเงินอีกจำนวน 20,000 จั๊ด ชาวบ้านได้รับการขู่เช่นกันว่า ถ้าพวกเขาไปขอความช่วยเหลือจาก SSA หรือส่งข่าวสถานการณ์นี้ออกไป พวกเขาจะถูกสังหารทั้งหมู่บ้าน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีทหารจำนวน 40 นาย จาก IB525 ภายใต้นายออง พน พวกเขาได้ขโมยสิ่งของจากหมู่บ้าน ค ในเมืองมาน เคิง พวกเขาขโมยไก่ไป 14 ตัว หมู 7 ตัว ควาย 1 ตัว และสิ่งของมีค่าไปมากกว่า 2 ล้านจั๊ด ในวันที่ 24 เมษายน ทหารจาก IB 246 และ 524 ซึ่งมีฐานอยู่ที่คุณ ฮิง ได้เดินทางลงมายังหมู่บ้าน ง และเรียกร้องเอาเบียร์ เหล้า ปลา และข้าวจากชาวบ้านเป็นเงินจำนวนมากกว่า 250,000 จั๊ด จากนั้น พวกเขาก็ถามผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับงานของ SSA หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเขาไม่ทราบอะไรเลย เขาถูกทุบตี ในวันที่ 28 เมษายน IB 248 ได้เข้ามายังหมู่บ้านและสั่งเอาไก่ 15 ตัว วัว 3 ตัว และเงินอีกมากกว่า 550,000 จั๊ด จากชาวบ้าน นอกจากนั้น พวกเขายังทุบตีลูกชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่อีกสองคน จากนั้น พวกเขามัดผู้ใหญ่บ้านและดึงเขาขึ้นไปแขวนไว้ พวกเขาสั่งไม่ให้ผู้ใหญ่บ้านบอกข้อมูลใดๆ มิฉะนั้น พวกเขาจะสังหารทั้งหมู่บ้านเช่นเดียวกับในปี 1996 ในวันที่ 27 เมษายน IB 248 ได้เข้ามายึดเอาที่ดินของชาวบ้านจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตนาม ชาง พวกเขาก่อไฟขึ้นมา แล้วก็โยนสิ่งของทุกอย่างลงไปในไฟ จากนั้น พวกเขาบังคับเอาไก่ 12 ตัว วัว 2 ตัว ควาย 1 ตัว น้ำมัน ข้าว และเงินอีกมากกว่า 3ล้านจั๊ด จากนั้น พวกเขาก็ทุบตีลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน หักขาและแขนของเขา พวกเขาบอกกับชาวบ้านว่า ทุกครั้งที่พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องพร้อมที่จะทำตามคำสั่งทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ พวกทหารบอกชาวบ้านว่า ที่นี่ไม่ใช่แผ่นดินของพวกเขา พวกเขาไม่ได้เป็นประชาชนที่นั่น และพวกเขาจะไม่มีวันเห็นประชาธิปไตย พวกทหารบอกว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับชาวบ้านก็ได้ และจะไม่มีใครรู้เห็น ในวันที่ 6 กรกฎาคม นายทหารติดอาวุธสองนายจากกองทหารพม่าได้ขโมยทรัพย์สินจากพื้นที่โฮ มอง ในทางใต้ของรัฐฉาน ทหารสองนายนี้เจอพ่อค้า ก ที่เข้ามาซื้อของในโฮมองและนำไปขายตามหมู่บ้านเล็กๆ เมื่อพ่อค้าอยู่ที่โฮ มองใกล้กับเจดีย์หลัก นายทหารสองคนเจอเขาเข้า และเล็งปืนไปยังพ่อค้า และบังคับให้เขาให้ปลากระป๋อง และนม จากนั้น ทหารบอกพ่อค้าว่า เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ขายของอีกต่อไปแล้ว ซึ่งพ่อค้ากำลังจะเดินทางกลับบ้านอยู่แล้ว ตามคำบอกของแหล่งข้อมูล เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นอย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์ในพื้นที่โฮมอง ในวันที่ 3 กันยายน 2007 นายทหารพม่า กอง แซง เคียง ได้ลงมายังบ่อน้ำที่ตั้งอยู่ที่โฮ มอง และพยายามที่จะยิงปลาในบ่อ หลังจากที่ยิงไม่สำเร็จ เขาเดินไปยังบ้านหลังหนึ่ง และขโมยผักจากสวนผัก หลังจากที่เอาแตง และผักอื่นๆ ไปจนเต็มกระเป๋าแล้ว นาย กอง แซง เคียงได้ทำลายสวนผักสวนหลัก การผลิตสารเสพติด และการกดขี่ข่มเหง:
โฮมอง ตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฉาน
ประเทศพม่า ประชาชนที่อยู่ในโฮ มองมีชีวิตอยู่ในระบบศักดินาภายใต้การกดขี่ของทั้งกองทหารพม่า และกองกำลังรัฐฉานตอนใต้ Southern Shan State Army (SSS) SSS นี้ นำโดย มาฮา จา ผู้นำทหารชาวว้า ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทหารที่มีกำลัง 300-500 กอง และเขาได้รับอำนาจบางส่วนจากกองทหารพม่าให้ควบคุมพื้นแห่งนี้ SSS ยังได้มีส่วนร่วมกับกองทหารพม่าในเรื่องการขนย้ายสารเสพติดในพื้นที่โฮ มอง อีกด้วย สถานการณ์ความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น ก็เพียงมีกินแค่วันต่อวัน ชีวิตภายใต้การควบคุมของกองทหารพม่า และ SSS นั้น พวกเขาไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเขาได้ กรุณาอ่านบทความของการทำร้ายร่างกาย ข่มขืน และสังหาร สองกรณีที่อยู่ด้านล่างของรายงานฉบับนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากรายงานสองฉบับที่เราได้ส่งออกมาก่อนหน้านี้ (หมายเหตุ - Southern Shan State Army (SSS) เป็นกองกำลังที่ทำงานให้กับกองทหารพม่า ขณะที่ Shan Shan State Army (SSA) นั้นเป็นองค์การที่เป็นฝ่ายต่อต้านเพื่อประชาธิปไตย ประชาชนที่อยู่ในโฮ มอง ดูเหมือนว่าจะยอมรับระบบศักดินาอันนี้ พวกเขาไม่ชอบมัน แต่พวกเขาสามารถเอาตัวรอดได้ และมันก็เป็นการอันตรายมากเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้เองโดยปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอก หุบเขาแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอาหารอย่างเพียงพอ กองทหารพม่าควบคุมการค้าทั้งหมด และบังคับประชาชนให้ปลูกต้นละหุ่งเพื่อทำน้ำมัน (ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้บังคับประชาชนโดยทำเป็นวงกว้าง) กองทหารพม่า และ SSS เก็บภาษีจากสินค้าทุกประเภท ตัวอย่างเช่น รถกะบะทุกคนต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท ต่อปี วัว 1,200 บาท กองทหารพม่า และ SSS เป็นผู้ควบคุมถนนสายต่างๆ ถนนสายหลักจากโฮ มองไปยังชายแดนไทยที่ นา มอง ลอง นั้น ใช้ได้ตลอดทั้งปี ที่นั่นมีค่ายทหารพม่าค่ายหลัก 5 ค่าย และค่ายทหารของ SSS 3 ค่าย ในพื้นที่ระแวกนั้น ระบบการศึกษาเป็นสิ่งแย่มาก ครูได้คิดเงินกับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น แต่ครูก็ไม่ได้ไปสอนเป็นประจำ ด้วยเหตุดังกล่าว เด็กที่อยู่ใกล้กับชายแดน จึงเดินข้ามชายแดนเพื่อไปโรงเรียน วัยรุ่น และเด็กหญิงอยู่ในความเสี่ยง ประวัติศาสตร์ SSA อยู่ภายใต้องค์การทางการเมืองของ Restoration Council of the Shan State (RCSS) และต่อสู้เพื่อเสรีภาพ การกู้อธิปไตย และการปลดปล่อยรัฐฉาน SSA ได้จัดตั้งการประกาศการรณรงค์ต่อต้านการผลิตสารเสพติด การค้ายา และการเสพยาในรัฐฉาน การค้ามนุษย์ การสัมภาษณ์ของ Partners Relief & Development (PRAD)
Interviews ข้อสรุป และข้อแนะนำ บทสัมภาษณ์ที่ 1 : นางสาว ก อายุ 17 ปี จากหมู่บ้าน ก ในเมืองเวียง เล คา ในปี 2000 กองกำลังของ SPDC ได้เข้ามาที่หมู่บ้าน ก ชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นหนีไปได้ และซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อนที่พวกทหารจะเข้ามาทำการยึดหมู่บ้าน ครอบครัวของเธอนั้น ไม่สามารถที่จะหนีได้ทันเวลา พวกทหารบังคับให้พ่อของเธอขนของให้พวกเขา และกักตัวเขาเอาไว้เป็นทาส และเฆี่ยนตีเขา ครั้งหนึ่ง พวกเขาบังคับนาย ก ให้เข้าไปในป่า เพื่อไปหาชาวบ้านและนำพวกเขากลับมาที่หมู่บ้าน เมื่อเขากลับมาคนเดียว เขาถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง นางสาว ก และแม่ของเธออยู่ในห้อง ขณะที่สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น ทหาร SPDC จากบ้านของพวกเขาไป และทิ้งให้พ่อของเธอเลือดออกจนเสียชีวิต หลังจากที่พ่อของเธอเสียชีวิต นางสาว ก และแม่ของเธอถูกบังคับให้ย้ายไปในที่ๆ จัดไว้เพื่อย้ายถิ่นฐานในห้วย ก SPDC บอกพวกเขา และคนอื่นให้อาศัยอยู่ที่นั้น ถ้าพวกเขาเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน SPDC จะยิงพวกเขาทิ้ง หลายต่อหลายคนเสียชีวิตเนื่องจากความเจ็บป่วยและอาหารที่ไม่เพียงพอ แม่ของนางสาว ก แอบไปที่ฟาร์มของพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง เพื่อที่จะไปเอาอาหารและชาที่พวกเขาปลูกเอาไว้ และวันหนึ่งเธอก็ไปที่ฟาร์ม และไม่เคยได้กลับมาอีกเลย นางสาว ก ได้ข่าวว่าพวก SPDC ได้จับแม่ของเธอไว้ (เธอร้องไห้ในตอนที่พูดถึงเรื่องนี้) และขณะนี้เธอก็อยู่ในความดูแลของป้าของเธอ ป้าของนางสาว ก มีลูกสามคน และเธอก็แทบจะดูแลพวกเขาไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อเธอได้ยินว่ามีโรงเรียนและหอพักที่ไท เลิง เธอจึงส่งหลานสาวไปที่นั่น นางสาว ก อยู่ที่ ลอย ไท เลิง เป็นเวลา 5 ปี และเธอเป็นนักเรียนที่ขยันเรียน เธอปรารถนาที่จะเรียนหนังสือ และเป็นหมอในอนาคต เพื่อที่เธอจะได้ช่วยเหลือคนของพวกเธอ บทสัมภาษณ์ที่ 2 เด็กหญิง ข อายุ
14 ปี จากหมู่บ้าน ข ในเมือง โฮ
มอง ห้าวันต่อมา หน่วยบรรเทาทุกข์ FBR ได้มาที่หมู่บ้านของเธอ และทราบว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ พวกเขาพาเธอไปกับเขา และให้เธออาศัยอยู่ที่บ้านของสมาชิกคนหนึ่งเป็นเวลาไม่กี่เดือน จากนั้น ก็พาเธอไปอยู่ที่หอพักหญิง จากที่ไม่เคยไปโรงเรียนเลย ตอนนี้ เธอเรียนอยู่ป. 2 เธอต้องการเป็นครูในอนาคต และช่วยเหลือคนของเธอ บทสัมภาษณ์ที่ 3: นาย ค อายุ 18 จากหมู่บ้าน
ค เมือง เคิง ลอม นาง ง และสามีของเธอ นำเด็กทั้งสองมาอยู่ด้วยเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะส่งพวกเขาไปยังเคิงลอมเพื่อเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำที่นั่น นาย ค เป็นเด็กที่เรียนดีที่สุดในจำนวนพี่น้องทั้งห้าคนของเขา เขาถูกส่งไปกับทหารของ SSA เพื่อไปศึกษาต่อในปี 2003 นาย ค ต้องการที่จะเรียนให้จบ และเปิดโรงเรียนประจำเพื่อผู้พลัดถิ่น และเด็กที่ไม่ได้รับการเหลียวแล บทสัมภาษณ์ที่ 4: นายเลิง พราน
สมาชิกหน่วยบรรเทาทุกข์ FBR ปี 2002, ในเมืองโฮ มอง หมู่บ้าน ก กองทหารพม่า (LIB 132) ได้เข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง และเจอนาง ก อายุ 50 ปี อยู่ตามลำพัง ทหารจ่อปีนไปที่เธอ และเข้าข่มขืนเธอ ปี 2002, ในเมืองโฮ มอง หมู่บ้าน ข นาง ข ได้เข้าไปเก็บฟืน เธออายุ 30 ปี แต่งงาน และมีบุตรสองคน เธอพบเข้ากับกองทหารพม่าในป่า ทหารห้านายรุมข่มขืนเธอ เธอยังคงอาศัยอยู่ในเมืองโฮ มอง ปี 2002 ทหารพม่าได้ข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่ง และทำให้เธอตั้งครรภ์ หลังจากที่เด็กเกิดมาแล้ว ทหารนายนี้ยังคงเข้าไปในหมู่บ้านของเธอ และข่มขืนเธอเป็นประจำ เธอไม่สามารถทนต่อไปได้อีก เธอจึงหนีไป และทิ้งลูกเอาไว้ ขณะนี้ เด็กมีอายุห้าขวบ และได้รับการดูแลจากยายซึ่งอยู่ในเมืองโฮ มอง
ผู้พลัดถิ่นได้รับความช่วยเหลือที่น้อยมาก พวกเขาไม่มีที่พักอาศัยที่เพียงพอ และล้มตายจากความเจ็บป่วยและความหิวโหยอย่างต่อเนื่อง นานาชาติไม่ได้เห็นถึงสถานะภาพของผู้พลัดถิ่น และได้ให้ความคุ้มกัน และความช่วยเหลืออันน้อยนิดแก่พวกเขา พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มกันภายใต้กฎหมายผู้ลี้ภัยนานาชาติ ต่างกับเงินทุนช่วยเหลือของผู้ลี้ภัย ไม่มีเงินทุนใดๆ สำหรับผู้พลัดถิ่น จากการซ่อนตัวในป่าของประเทศพม่า ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ ความเจ็บป่วยนั้นอยู่ที่หนทุกแห่ง ขาดการศึกษา และอาหารนั้นแทบจะไม่มี บทสรุป และข้อเสนอแนะโดย Partners สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะสร้างจุดยืนที่มั่นคงในพม่า ที่จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือทางด้านมนุษยชนให้กับผู้พลัดถิ่น สำหรับสหประชาชาติ ที่สภาความมั่นคงแห่งสหประชาติจะยังคงตรวจสอบสถานการณ์ และทำงานเพื่อที่จะทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้จบสิ้นไป และที่เลขานุการสหประชาชาติจะเพิ่มการทำงานของสมาชิกที่จะกดดัน SPDC ที่จะมีการพูดคุยสามฝ่ายกับ National League for Democracy และชนเผ่ากลุ่มต่างๆ สำหรับประชาคมชาวโลกทุกหนทุกแห่ง ที่จะกระทำการแทนประชาชนที่อยู่ในประเทศพม่า และให้ด้วยใจที่กว้างขวางกับประชาชนผู้พลัดถิ่นและผู้ที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานซึ่งพวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง สำหรับโบสถ์ต่างๆ ทั่วโลก ที่จะอธิษฐานเผื่อ และที่จะลงมือช่วยเหลืออย่างจริงจัง และที่จะทำพันธกิจกับประชนชนที่อ่อนแอ และเป็นเหยื่อในประเทศพม่า จบการรายงาน
| |||||||||||||||||||||